Title : The Other Side of Eden
Author : BeeJang
************************
Author : BeeJang
************************
วินเซนต์คิดเสมอว่ามันคือความฝัน
แต่หากเป็นความฝัน
ไยกลิ่นและรสสัมผัส
เขาช่างคุ้นเคยกับมันเสียเหลือเกิน
และความรู้สึกนั้น มันคืออะไรกัน?
ความอาวรณ์
อาลัย โหยหา ปรารถนาที่เขารู้สึก
รวมทั้งความคุ้นเคยแสนแปลกประหลาด
มันคืออะไรกัน?
ทุกครั้งที่ความรู้สึกเช่นนี้แวบขึ้นมาในสมอง
เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่ามันคืออะไร
เขาเป็นอะไรไป
การนอนหลับยาวนานลบเลือนความทรงจำบางอย่างกระนั้นหรือ?
ที่ ๆ
วินเซนต์ยืนอยู่
ครั้งหนึ่งเคยเป็นสวนดอกไม้อันงดงาม
ใต้ต้นไม้ร่มรื่นที่เขาแอบมางีบหลับ
มันคือสถานที่แห่งความทรงจำแสนสวยงามของเขา
ทุกครั้งที่เขาไม่สบายใจ
เขาจะหลบหน้าผู้คน แม้แต่เพื่อนสนิท
มายืนเงียบ ๆ ใต้ต้นไม้แห่งนี้
รอบด้านเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
สวนดอกไม้หายไปกลายเป็นทุ่งหญ้าที่มีช่อดอกไม้สีขาวเล็ก
ๆ ขึ้นแซม ไหวลู่ไปตามสายลมที่พัดผ่าน
สายลมเย็นนั้นพัดกระทบใบหน้าของเขา
พากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของละอองเกสรมาด้วย
กลิ่นกายของใครผู้หนึ่งติดอยู่ในหัวใจ
มันเป็นกลิ่นที่ติดจมูกนัก
วินเซนต์ไม่รู้ว่ามันคือกลิ่นอะไร
มันราวกับเป็นกลิ่นกายของใครผู้หนึ่งที่เขาคุ้นนัก
ไม่ใช่ซิด คลาวด์ หรือเพื่อนคนอื่น
แต่เป็นใครสักคนที่เขานึกไม่ออก
มีเส้นใยบาง ๆ ขวางกั้นจิตใจของเขาไว้
ยิ่งคิด เขายิ่งรู้สึกอาลัยอาวรณ์
หัวใจกระตุกวูบเจ็บปลาบแทบทุกครั้ง
จนเขานึกอยากจะสัมผัสกลิ่นที่ว่านั้นอีกครั้ง
เพื่อจะตราตรึงฝังแน่นในความทรงจำ
ไม่ยอมลืมเลือนอีก
นอกเหนือจากละอองเกสรอันหอมหวาน
สายลมนำพาขนนกอ่อนนุ่มมาด้วย
วินเซนต์ไม่รู้ว่าขนนกลอยมาจากที่ใด
แต่เมื่อเขาแบมือออก
มันก็ลอยตกลงมาบนฝ่ามือของเขาพอดี
เส้นขนที่ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่มราวใยไหม
ไม่อาจสัมผัสผ่านถุงมือหนังและกรงเล็บได้
แต่เขาก็รู้สึกถึงความบอบบางน่าถนุถนอมนั้นด้วยใจ
ดั่งที่เขาคุ้นเคยกับรสสัมผัสของใครคนหนึ่ง
ตั้งแต่วินเซนต์ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เขาก็ค้นหาใครคนนั้นอย่างเงียบ
ๆ บุคคลที่มอบสัมผัสที่ติดค้างอยู่ในหัวใจ
ใครคนอื่นต่างเคยมอบสัมผัสที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับสัมผัสที่ว่านั้นเลย
วินเซนต์ไม่รู้ว่าเขาแยกแยะได้เช่นไร
แต่เขาจำสัมผัสนั้นได้ด้วยใจ
หรืออาจเป็นจิตใต้สำนึก
หรือสัญชาตญาณ เขาไม่รู้
เขาไม่แน่ใจ
ตะวันเคลื่อนคล้อยจนจะถึงทิวไม้ไกล
ๆ วินเซนต์เดินจากสถานที่แห่งความทรงจำด้วยความค้างคาใจ
บางครั้ง แม้ที่ ๆ สงบที่สุด
ก็ไม่อาจสงบความว้าวุ่นใจของเขาได้
*************************
ทางเดินใต้ดินมืดมิด
ชื้นอับ
แต่ความมืดไม่เป็นอุปสรรคต่อนัยน์ตาที่สามารถมองเห็นได้แม้ในยามราตรี
ผิวกายรับสัมผัสเย็นเยียบของกำแพงหิน
ทุกก้าวที่เดินลงตามบันไดวน
หัวใจของวินเซนต์ก็ดำดิ่งสู่ความหมองหม่น
เขากำลังตามหาอะไรสักอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้
แต่เขาไม่อาจหยุดตามหาได้
มันคืออะไรกัน
ความค้างคาที่ติดอยู่ในหัวใจ
สองเท้าพาร่างระหงตรงเข้าไปยังห้องด้านใน
ที่แห่งนี้เป็นที่ ๆ
เขาพยายามจะหลีกหนี
ไม่อยากแม้แต่จะเดินกลับเข้ามา
มันเป็นสถานที่อันเลวร้าย
ที่แห่งความทรงจำแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับตนเองเมื่อนานมาแล้ว
ห้องทดลองที่เปลี่ยนชีวิตเขา
ในห้องนี้ เขาสูญเสียทุกอย่าง
ทั้งหญิงที่เขารักและชีวิตของเขา
สิ่งที่ได้กลับมาคืออสูรกายร้ายกาจที่สิงในวิญญาณและแบ่งปันร่างของเขา
ความจริงอันน่าเจ็บปวดหลายอย่างเกิดขึ้นและถูกเปิดเผย
เขาถึงไม่อยากจะกลับมาที่นี่
แต่น่าแปลกนัก
มันเป็นที่ ๆ เขากลับมาเยือนบ่อยครั้งที่สุด
ราวกับมีแม่เหล็กดึงดูดให้เขากลับมาค้นหาอะไรบางอย่างที่เขาสงสัยและอยากได้คำตอบ
แท็งก์ทดลองใหญ่ขนาดบรรจุคนตัวใหญ่ได้ยังคงตั้งเรียงรายอยู่เช่นเดิม
สองแท็งก์ในนั้นมีข้อความกรีดสลักเอาไว้
ราวกับบันทึกความทรงจำอันน่าเจ็บปวดของผู้ที่ติดอยู่ในนั้น
แซคกับคลาวด์
วินเซนต์รู้เรื่องราวของสองคนนี้หมดทุกอย่างแล้ว
หัวใจวูบไหวด้วยความสงสาร
สองชีวิตที่เสียไป
หนึ่งในนั้นกลับคืนสู่ไลฟสตรีม
อีกหนึ่งยังมีชีวิตอยู่
แต่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดกาล
วินเซนต์ส่ายหน้า
ก่อนเดินลึกเข้าไปในห้องหนังสือ
ชั้นหนังสือมากมาย
หลายชั้นล้มระเนระนาด
หนังสือกับเศษกระดาษเอกสารกระจายเกลื่อนทั่วพื้น
โต๊ะใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง
เก้าอี้หลายตัวยังแข็งแรงอยู่
หนึ่งในเก้าอี้นั้น
เก้าอี้นวมตัวใหญ่ที่สุดตรงหัวโต๊ะ
มีขนนกสีดำวางอยู่
ปลายนิ้วสั่นระริกค่อย
ๆ ยื่นแตะขนนก มันแปลบปลาบราวโดนไฟช๊อต
เขาจำได้ เขาจำสัมผัสนี้ได้
วินเซนต์นั่งลงบนเก้าอี้นวม
ขนนกสีดำทาบแนบอก
ไอเย็นจากความเก่าเก็บและกระดาษเก่าชื้นขึ้นราทำให้อากาศในห้องเย็นจัด
เก้าอี้นวมเย็นเยียบ
ดูตัวใหญ่กว่าร่างที่นั่งอยู่มากนัก
วินเซนต์กอดตัวเอง หัวใจเจ็บปลาบ
ทำไมเขาถึงรู้สึกโหยหาอาวรณ์ถึงเพียงนี้กับขนนกธรรมดาอันเดียว
ทำไมเขานึกอะไรไม่ออกทั้ง
ๆ ที่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมาก
ๆ
จิตใจพยายามขุดคุ้ยความทรงจำเก่า
ๆ ขึ้นมา
แต่เขากลับมองไม่เห็นภาพใดที่ใกล้เคียงกับต้นเหตุแห่งความว้าวุ่นใจเลย
มันมีอยู่จริง แต่เขานึกไม่ออก
ร่างกายเขาจำได้
มันกรีดร้องโหยหาสัมผัสนั้นอย่างสุดใจ
เมื่อร่างกายกับจิตใจไม่สัมพันธ์กัน
ความรวดร้าวก็บังเกิด
วินเซนต์เจ็บปลาบไปทั้งร่าง
เขาดึงเข่าขึ้นมาแนบอก
แขนกอดรัดตัวเองแน่นขึ้นจนตัวงอคุดคู้อยู่บนเก้าอี้
เอนกายพิงไปยังพนักวางแขนข้างหนึ่ง
หยดน้ำไหลเงียบ ๆ จากดวงตา
ท่ามกลางความสั่นสะท้านอันปวดร้าว
วินเซนต์รู้สึกถึงไออุ่นจากร่างใครสักคนลอยผ่าน
ไออุ่นไม่รู้ที่มาห่อล้อมร่างของเขาราวกับโอบกอด
อบอุ่นดั่งถูกห่อด้วยปีกมนตราแห่งความห่วงหาอาทร
วินเซนต์หลับตา
อิงเข้ากับไออุ่นที่แนบจุมพิตพรมที่ดวงตา
วินเซนต์จำสัมผัสนี้ได้
มันคือสิ่งที่เขากำลังตามหาอยู่
วินเซนต์ลืมตาและกระโดดลุกขึ้นแทบทันที
หันมองไปรอบ ๆ ห้องมืด
แต่เขากลับไม่เห็นอะไร
เขาอยู่เพียงลำพังในห้องเงียบเชียบคนเดียว
ห้องปิดทึบ ไม่มีแม้แต่ช่องลม
ยกเว้นประตูทางเข้าที่อยู่ห่างออกไปอีก
แล้วลมอุ่นเมื่อครู่มาจากไหนกันเล่า
วินเซนต์หยิบขนนกที่วางแนบอกขึ้นมามอง
หัวใจกระตุกวูบเจ็บปลาบ
****************************
ไม่รู้ว่าทำไม
วินเซนต์ถึงออกจากคฤหาสน์
เดินลึกเข้าไปในหุบเขา
มารู้สึกตัวอีกที
เขาก็เดินจนมาถึงรีเอคเตอร์เก่าในภูเขานีเบล
สถานที่แห่งความทรงจำ
ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของผู้อื่น
เงียบงันรกร้างดั่งในคฤหาสน์
ด้านในรีเอคเตอร์ยิ่งแย่กว่าเพราะมันมีคราบเลือดเก่า
ๆ รอยสนิม และร่องรอยการต่อสู้หลงเหลืออยู่เต็มไปหมด
เหมือนชินระจะไม่สนใจกลบเกลื่อนปิดบังร่อยรอยใดในที่แห่งนี่
ดั่งที่เคยปิดบังเรื่องหมู่บ้านถูกเผาโดยการซ่อมแซมบ้านเรือนหรือจ้างนักแสดงมาเป็นชาวเมือง
ณ รีเอคเตอร์ลึกลงในหุบเขาต้องห้าม
คงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามา
ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองทำลายหลักฐานไม่พึงประสงค์
สายพานและโครงสร้างแท่นเหล็กที่เจาะลึกลงไปใต้ดิน
มีไอสีเขียวลอยวนไปมาดั่งเมฆหมอกเหนือป่าทึบเมื่อมองจากยอดเขาสูง
สายธารไลฟสตรีมบริสุทธิ์อยู่ที่นี่
ขนนกในมือของวินเซนต์หลุดมือ
ปลิวลอยไป เขาคว้ามันกลับไม่ทัน
มันลอยล่องเล่นลมสูงเหนือศีรษะก่อนจะร่วงหล่นลงไปในไอหมอกสีเขียวเบื้องล่างจนลับตา
วินเซนต์มองตามลงไป
หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวังแรงกล้า
เขาไม่เคยแน่ใจอะไรมากเท่านี้มาก่อน
ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเชื่อได้เช่นไรว่าตนเองจะพบคำตอบในนั้น
หลังจากเขาใช้ชีวิตอยู่ต่อ
แบกรับบาปหนาในหัวใจและอสูรในร่างกาย
เขาก็ไม่เคยเชื่อในสิ่งใดอีก
แม้แต่ตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแน่ใจ
ประกายสีเขียวเหลือบรุ้งส่องสว่างจากสายธารเจิดจ้า
ไออุ่นแห่งความรักลอยขึ้นมากระทบผิวกาย
วินเซนต์คลี่ยิ้มน้อย ๆ
ก่อนจะทิ้งกายลงไป
สายธารสีเขียวโอบอุ้ม
แสงสว่างแสบตาเจิดจ้าจนต้องปิดเปลือกตาลง
แล้วสติสุดท้ายของวินเซนต์ก็ดับวูบ
***************************
ที่นี่
นี่คือความฝันกระมัง
เขาอยู่ที่ไหน?
เขาเคยมาที่นี่ใช่ไหม?
เหม่อมองไปรอบด้าน
ว่างเปล่าเงียบสงัด
เลยเสาหินที่ตั้งเรียงราย
มันคือทิวทัศน์ว่างเปล่าไกลสุดลูกหูลูกตา
แต่มันสว่างเจิดจ้าจนมองไกล
ๆ ไม่เห็นอะไรเลย
เขาดึงสายตากลับมาตรงหน้า
ที่พื้นดินมีผลึกคริสตัลวาวใสส่องประกายวิบวับเป็นหย่อม
ๆ ล้อมไปด้วยหญ้านุ่มและดอกไม้บานสวย
ตรงกลางเนิน
มีต้นไม้ใหญ่โตแผ่กิ่งก้านเขียวขจีเหลือบรุ้งพราวระยับ
ผลไม้สีแดงห้อยที่ปลายกิ่ง
ใหม่สดและน่าเด็ดกินลิ้มลอง
ใต้ต้นไม้มีร่าง
ๆ หนึ่งหลับใหลอยู่
ขนนกหล่นเกลื่อนกระจายทั่ว
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น
“นายใช่ไหม
… “ น้ำเสียงของวินเซนต์แหบแห้ง
“ … คนที่ฉันตามหามาโดยตลอด”
เปลือกตาขยับตื่น
ดวงตาสีเขียวจดจ้อง
รอยยิ้มระบายบนใบหน้า
“รู้จนได้สินะ”
วินเซนต์ก้าวเดินไปใกล้
คุกเข่าทรุดกายลงข้าง ๆ
และวางมือบนแผ่นอกของเซฟิรอธ
“ทำไมกัน ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย
ทั้ง ๆ ที่มันสำคัญต่อตัวฉันขนาดนี้
ฉันลืมนายไปได้ยังไง”
เซฟิรอธไม่ตอบ
เขาถอนใจน้อย ๆ รอยยิ้มบาง
ๆ ยังอยู่ที่ริมฝีปาก
“บอกฉันทีว่าทำไม
ฉันไม่อยากเสียมันไปอีกแล้ว”
วินเซนต์ตัวสั่น การตามหาสิ่ง
ๆ หนึ่ง ค้นหาใครสักคนโดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย
การระลึกจากสัญชาตญาณและความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้มันยากลำบากนัก
ความสั่นสะท้านยังให้น้ำเสียงของเขาสั่นไปด้วย
ดวงตาสีแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำระยับ
“ฉันไม่อยากลืมมันอีก!”
น้ำตาหยดลงตรงใบหน้าของเซฟิรอธ
เขายกมือขึ้น แตะไปที่แก้มของวินเซนต์
ปลายนิ้วใต้ถุงมือหนังให้ความรู้สึกคุ้นเคยนัก
วินเซนต์จำสัมผัสนี้ได้ด้วยใจ
เขาคว้ามือใหญ่โตแนบแก้มของตนเอง
น้ำตาไหลพร่างพรูอย่างห้ามไม่ได้
“ทำไม
ฉันถึงลืมมันไปได้ ...
บาปอันร้ายแรง
ผลแห่งบาปที่นายป้อนฉัน”
วินเซนต์อิงหน้าเข้ากับฝ่ามืออุ่น
ริมฝีปากประทับที่กลางมือของเซฟิรอธ
เขาจำกลิ่นที่สูดสัมผัสได้
กลิ่นที่เขาโหยหาและติดอยู่ในหัวใจ
โดยไม่รู้ตัว
วินเซนต์เลื่อนริมฝีปากตนเองไปยังข้อมือ
ลงตามท่อนแขนแกร่ง ถึงหัวไหล่
ไล่ไปยังลำคอ ซอกหู แก้มและริมฝีปาก
สองมือของเซฟิรอธเลื่อนไปโอบร่างบางลงมาแนบกาย
จากนั้นก็ขยับขึ้นมาประคองใบหน้าของวินเซนต์ให้ผละออก
ปลายจมูกโด่งสันแตะสัมผัสกัน
เป่ารดลมหายใจอุ่นใส่ใบหน้า
เซฟิรอธยิ้มบาง
ๆ
“เพราะฉันไม่อยากเห็นดวงตาอันงดงามคู่นี้ต้องมองมาที่ฉันด้วยความรวดร้าวยังไงล่ะ”
“นายรู้ไหมว่ามันทรมานมากแค่ไหนที่ฉันลืมคนที่
... “ วินเซนต์ปากสั่น
เขาพูดไม่ออก
“คนที่ป้อนผลแห่งบาปให้นายน่ะหรือ”
เซฟิรอธหัวเราะน้อย ๆ
“ถึงนายจะลืม แต่ร่างกายนายก็จำได้นี่นา”
“มันไม่เหมือนกัน!”
“เหมือนสิ
ร่างกายนายจำได้
ถึงได้ตอบสนองฉันแบบนี้ไง”
มือแกร่งเลื่อนลากลงต่ำ
ดึงกระชากเสื้อคลุมให้เปิดออกอย่างง่ายดายและลูบไล้ไปยังผิวกายขาวซีด
วินเซนต์ครางครวญ
แอ่นกายสนองสัมผัสที่แตะต้องร่างกาย
เขาห้ามมันไม่ได้ ร่างกายกระทำไปเอง
“เห็นไหม
นายจำได้ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับฉันแล้วล่ะ”
เซฟิรอธกระซิบ เขาขยับใบหน้าขึ้น
แตะริมฝีปากไปยังกลีบปากที่อ้าครางของวินเซนต์
แลบลิ้นรุกรานเข้าไปในปากอุ่น
ท่ามกลางอารมณ์วาบหวามจากมือที่ลูบไล้ร่างกาย
วินเซนต์ตอบสนองจุมพิตด้วยการดูดดื่มลิ้นของเซฟิรอธ
หมดแล้วซึ่งความละอายใจ
ความรู้สึกผิดมลายหาย
ความเศร้าคลายสิ้น
เขากำลังถูกโอบกอดด้วยความรัก
มิใช่ชายผู้นี้หรือที่เขาโหยหาอาลัย
เขาปรารถนาที่จะอิงซุกในอ้อมกอดแข็งแกร่งและอบอุ่นนี้มาตลอด
อย่าให้มันหยุด
อย่าให้เขาต้องลืมอีกเลย
วินเซนต์ก้มใบหน้าแนบริมฝีปากดูดดื่มเซฟิรอธอย่างเต็มที่
นิ้วฝังลงในเรือนผมสีเงินอ่อนนุ่ม
เขาเบียดกายกับร่างเบื้องล่าง
สัมผัสความแข็งแน่นที่คับขึ้นตรงกางเกงหนัง
เขาเลื่อนมือลง
ช่วยเซฟิรอธปลดปล่อยความแข็งขืนออกมา
แล้วก็ลูบไล้นิ้วมือไปตามความยาวโค้ง
วินเซนต์ได้ยินเสียงถอนใจอย่างเป็นสุข
สัมผัสลมหายใจอุ่น ๆ
ที่พ่นรดใบหน้า กลิ่นที่เขาจำได้
กลิ่นที่ติดตรงจมูก ฝังอยู่ในหัวใจ
กลิ่นที่เขาคิดถึงอยากสัมผัส
เขาอยากจะสัมผัสมันมากกว่านี้
เซฟิรอธคลี่ยิ้มน้อย
ๆ เมื่อวินเซนต์ขยับกายลงต่ำ
สายตาจับจ้องศีรษะที่ขยับขึ้นลง
เพลิดเพลินไปกับสัมผัสอุ่นจัดที่ห้อมล้อมตนเอง
เขาฝังนิ้วลงยังเรือนผมดำยาว
หอบหายใจถี่ระรัวกับความกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ วินเซนต์รู้ดีว่าเขาไม่อาจรับเซฟิรอธเข้าไปได้หมด
จึงต้องใช้มือโอบประคองและลูบไล้ความยาวที่เหลือ
ปลายลิ้นแตะตรงปลายยอด
ดูดดื่มความแข็งขืน
รีดหยดน้ำที่เขาอยากจะกลืนกิน
จนนิ้วเรียวที่ศีรษะดึงกระชากผมของเขาขึ้นมา
เขาถึงจำต้องหยุด เขายังไม่อยากหยุด
หัวใจอยากจะได้ลิ้มรสมากกว่านี้
อยากจะสัมผัสความตื่นตัวแข็งกร้าวให้สมกับความคิดถึงโหยหา
เซฟิรอธผุดขึ้นนั่ง
ดึงศีรษะของวินเซนต์มาใกล้
ๆ และแนบริมฝีปากจูบวินเซนต์อย่างดูดดื่ม
แม้จะเสียดายและขัดใจที่ไม่อาจทำตามที่ใจตนเองปรารถนาได้
แต่รสจูบอันเร่าร้อนก็ทำให้วินเซนต์ยินยอม
เขายอมทุกอย่างที่จะอยู่เคียงข้างเซฟิรอธ
ไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หยุดลงจึงกดร่างแนบร่างแกร่งอย่างโหยหา
ยกมือรั้งศีรษะสีเงิน
อีกมือหนึ่งก็เลื่อนต่ำลูบไล้ความยาวแข็งขืนของอีกฝ่ายมาแนบชิดผิวกายตนเอง
“ฉันบอกแล้วว่าร่างกายนายจำได้”
เซฟิรอธกระซิบ
มือเลื่อนต่ำกอบกุมสะโพกของวินเซนต์ที่นั่งอยู่บนตักตนเอง
ร่างบางสั่นสะท้านด้วยความปรารถนา
“ได้โปรด
... “ วินเซนต์คราง
เงยหน้าขึ้นมองเซฟิรอธ
“ได้โปรดอะไร?”
เซฟิรอธกระซิบถาม
วินเซนต์หลับตา
น้ำตาไหลอาบแก้ม
หัวใจเจ็บปวดนักเมื่อนึกถึงความรู้สึกก่อนหน้านี้
ช่วงเวลายาวนานที่เขาต้องค้นหา
ตามหาใครสักคน
ความอาวรณ์ในหัวใจที่ทำให้ร่างกายรวดร้าวแตกสลาย
เขาไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว
มันปวดร้าวนัก
“อย่าทำให้ฉันต้องลืมนายอีกเลย
ได้โปรด”
วินเซนต์ลืมตาขึ้น
ต้องการคำตอบจากเซฟิรอธจึงลืมตาแล้วจับจ้องไปในดวงตาสีเขียว
เซฟิรอธได้แต่ยิ้มน้อย ๆ
มันเป็นรอยยิ้มที่เศร้านักจนหัวใจของเขาบิดเกลียว
เซฟิรอธไม่ได้ตอบเขา
แขนแกร่งประคองกอดร่างในอ้อมกอด
เอนกายแนบทับลงบนผืนหญ้า
วินเซนต์ครวญครางเมื่อเซฟิรอธขยับกายเข้าครอบครอง
สัมผัสอันเร่าร้อน
ตีตราความเป็นเจ้าของ
ร่างกายของเขาจำสัมผัสนี้ได้ดีนัก
เพราะมันสั่นระริกและตอบสนองเป็นอย่างดี
มิใช่เพียงร่างกายเท่านั้น
จิตใต้สำนึกและสัญชาตญาณของเขาก็ระลึกได้
หัวใจอิ่มเอิบเต้นระรัวด้วยความปรารถนาแรงกล้า
เขาเกาะกอดร่างแกร่งเบื้องบนแน่น
ผ่อนกายรับการกดกระแทกด้วยความเต็มใจ
ท่ามกลางความเร่าร้อน
อ้อมแขนที่กอดประคองวินเซนต์กลับอบอุ่นและอ่อนโยนนัก
ปีกสีดำโบกสะบัด
ขนนกปลิวกระจายก่อนจะห่อคลุมสองร่างเข้าด้วยกัน
ราวกับปกป้องคุ้มครองในอ้อมอกของขนนกนุ่มละมุน
วินเซนต์ไม่อยากลืมความรู้สึกนี้
ความอบอุ่นของการถูกโอบกอดด้วยบุคคลผู้นี้
แม้มันคือความทรงจำแห่งบาปอันร้ายแรงเมื่อครั้งได้ถูกป้อนผลแอปเปิลอีเดนต้องห้าม
แต่เขาได้เลือกมันแล้ว
แม้มันคือเสี้ยวแห่งความโหดร้ายที่สุดแห่งชีวิต
แต่มันก็คือความผูกพันที่ก่อกำเนิดขึ้นมาในหัวใจโดยที่เขาไม่รู้ตัว
สายใยที่สอดประสานพวกเขาเข้าด้วยกัน
ไม่อยากทรมาน
ไม่อยากตามหา ไม่อยากลืมอีกแล้ว
ได้โปรด
“รักนะ
... ฉันรักนายนะ
เซฟิรอธ” ท่ามกลางความรู้สึกเสียวซ่าน
วินเซนต์เอ่ยคำ ๆ
นี้ออกมาอย่างยากลำบากนัก
น้ำเสียงโหยสะอื้น
ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านใกล้จะเสร็จสม
“ฉันก็เหมือนกัน
วินเซนต์ ฉันก็เหมือนกัน”
เซฟิรอธกระซิบตอบ
เขาแนบริมฝีปากจูบวินเซนต์อย่างดูดดื่มหวานล้ำ
จากนั้นก็ขยับกาย เร็วขึ้นและแรงขึ้น
สอดประสานสองร่างให้เป็นหนึ่งเดียว
ความทรงจำทั้งหมดฉายวาบขึ้นมาในสมองของวินเซนต์
ทุกภาพ ทุกฉาก
เขาจดจำความรู้สึกทั้งหมดที่เคยรับรู้
สองเดือนแห่งพันธนาการบาปหนา
อสูรในร่างที่อาละวาดควบคุมไม่อยู่กลับนิ่งสงบยอมจำนนเชื่อฟัง
กลับไปอยู่ในความมืดมิดของจิตวิญญาณ
และเฝ้ารอเสพสมความสุขสุดยอดของร่างที่สิงอยู่ที่ถูกปลดปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
วินเซนต์จำได้แล้ว
เข้าใจทุกอย่าง
รวมถึงเหตุผลที่เขาลืมเลือนมันไป
ความทรงจำทุก ๆ อย่างในส่วนลึกของหัวใจ
เขาจำได้เมื่อของเหลวอุ่นร้อนถูกปลดปล่อยออกมาจากร่าง
รวมทั้งร่างกายที่ตอบรับความร้อนจัดที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง
กลิ่นกายของร่าง
สัมผัสแห่งความเสร็จสม
ไม่ผิดแน่ ความคุ้นเคยที่เขาตามหา
สิ่งที่ติดอยู่ในหัวใจมานาน
“… ฉัน
... ไม่ได้ฝันไป
... ใช่ไหม ...
เซฟิรอธ … “
วินเซนต์ครางกระซิบผ่านลมหายใจหอบสะท้านเหนื่อยอ่อนหลังปลดปล่อย
เซฟิรอธขยับใบหน้าจูบวินเซนต์อย่างอ่อนโยนที่ริมฝีปาก
“... หลับเถิด
วินเซนต์ของฉัน ...”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำ
เปลือกตาของวินเซนต์ก็หนักอึ้งจนต้องปิดลง
สติของเขาเลือนรางลงทุกที
เขารู้สึกถึงอ้อมแขนที่ขยับประคองร่างของเขาขึ้นนอนอิงบนร่างแกร่ง
“ไม่ ...
ฉันไม่อยากไป ...
อย่าทำให้ฉันต้องลืมอีกเลย
... ได้โปรด
… “
“นายเป็นของฉันชั่วนิรันดร์”
วินเซนต์รู้สึกถึงริมฝีปากที่ประทับตรงหน้าผาก
และสัมผัสอ่อนโยนของขนนกอ่อนนุ่มที่ห่อล้อมกาย
ร่างแกร่งที่แนบชิดอยู่ค่อย
ๆ ผละห่างออกไปเรื่อย ๆ
“เซฟิรอธ
... อย่าจากฉันไป
... “
“เงาของฉันจะอยู่ข้างนายตลอดไป”
วินเซนต์พยายามลืมตา
พยายามขยับตัว แต่เขาขยับไม่ได้
ขนนกโอบอุ้มเขา พาร่างลอยขึ้นไปเรื่อย
ๆ แล้วสติของเขาก็ดับวูบลง
สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้คือน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ดังก้องในหัวใจ
“ฉันรักนาย
วินเซนต์”
*********************************
วินเซนต์รู้สึกตัวอีกที
เขาก็นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงในห้องเล็ก
ๆ ที่เพดานไม่คุ้นเอาเสียเลย
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
เหลือบมองไปรอบ ๆ เขาปวดหัวอย่างแรง
ร่างกายดูอ่อนเพลียนัก
ประตูเปิดออก
ซิดเดินเข้ามาพร้อมกับยิ้มกว้าง
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ ดีจริง
ๆ ชีร่ากำลังเป็นห่วงอยู่เลย
บอกว่าถ้านายยังไม่ฟื้นในอีกสิบนาที
จะให้ฉันไปตามหมอมาดูอาการนายน่ะ”
“ฉัน …
มาอยู่ที่นี่ได้ไง?”
วินเซนต์เหลือบมองซิดด้วยสายตางุนงง
ซิดยักไหล่
“มีคนโทรมาบอกฉัน ใช้มือถือนายโทรน่ะ
บอกว่านายกำลังแย่
ให้ฉันมารับอย่างเร็วที่สุด
ดีนะที่นีเบลเฮล์มอยู่ไม่ไกลจากร็อคเก็ตทาวน์
ฉันเลยไปเอาตัวนายมานี่ได้ทันท่วงทีไง”
“ใครโทร?”
“ไม่รู้สิ
เป็นเสียงผู้ชายทุ้ม ๆ หน่อย
น้ำเสียงคุ้นมากเหมือนเคยได้ยิน
แต่นึกไม่ออกว่าใคร ...
พอฉันไปถึงก็เห็นนายอยู่คนเดียว
นอนสลบหมดแรงอยู่ตรงทุ่งหญ้าหลังหมู่บ้านน่ะ”
“อ้อ
เหรอ … ขอบใจนะ ซิด”
“ไม่เป็นไร
... อ้อ
เดี๋ยวฉันลงไปบอกชีร่าก่อนว่านายฟื้นแล้ว
หล่อนจะได้หมดห่วง”
ว่าแล้วซิดก็โบกมือ
แล้วออกไปจากห้อง
วินเซนต์เหลือบมองไปยังโทรศัพท์มือถือของตัวเอง
มันวางอยู่ที่โต๊ะตรงหัวเตียง
ปืนของเขาก็วางอยู่ด้วยกัน
รวมทั้งขนนกสีดำอันหนึ่งด้วย
ความรู้สึกแปลกประหลาด
ความฝันที่ทำให้รู้สึกโหยหาอาลัย
ริมฝีปากร้อนผ่าว
ความอบอุ่นที่หวนหาในอกเหมือนอยู่ในอ้อมอกของขนนกที่นุ่มละมุน
น้ำตาของวินเซนต์ไหลอาบแก้มเงียบ
ๆ
************************
END
Title
: The Other Side of Eden – Sephiroth POV
Author
: BeeJang
************************
มัจจุราชที่งดงามของฉัน
เพื่อนาย
ฉันจะไม่ยอมสูญสิ้นไปจากโลกนี้
อย่าห่วงเลย
ฉันไม่ได้จากนายไปไหน
เงาของฉันจะอยู่เคียงข้างนายไม่ว่านายจะรู้หรือไม่ก็ตาม
เพียงแต่นายจะต้องลืมฉัน
ฉันรู้ว่ามันอาจจะเจ็บปวด
ร่างกายนายโหยหาฉัน
บังคับให้จิตใจว้าวุ่นจนต้องออกตามหาฉันด้วยความอาวรณ์ห่วงหา
ฉันทำให้นายเป็นแบบนี้
ฉันรู้ตัวดี แต่ฉันก็ห้ามไม่ได้
ใช่
ฉันรู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นนายแล้ว
นายคือหนึ่งในลางแห่งความตายของฉัน
ยมทูตยกคมเคียวสูงและบั่นทอนชีวิตของฉันลอยเด่นอยู่เบื้องหลัง
แต่ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะลิ้มลองและครองครองนาย
แบ่งปันป้อนผลแอปเปิลอีเดนต้องห้ามให้นายร่วมลิ้มลองพร้อมกันกับฉัน
ฉันอยากช่วยนายให้หายทรมาน
การต้องมองเห็นคนที่งดงามเช่นนายจมอยู่กับเศร้า
มันทำให้ฉันเจ็บ
แม้การช่วยนายจะทำให้ฉันลางมรณะของฉันชัดขึ้นและมาเร็วยิ่งขึ้น
แต่ฉันก็ยินดียอมรับมัน
ฉันคาดไม่ถึงว่าลางแห่งความตายฉันกลับเป็นชนวนให้กับลางแห่งความตายของนาย
ลางนั้นรุนแรงขึ้นเมื่อนายกับฉันผูกพันกัน
กลายเป็นความตายอันนิรันดร์ที่ทำให้นาย
ผู้มีร่างและชีวิตกึ่งอมตะทนทุกข์อยู่กับความรู้สึกผิด
ความเศร้าและความรัก
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะกรีดดาบลงบนวิญญาณบริสุทธิ์ของนาย
ไม่ได้ปรารถนาให้นายตายทั้งเป็น
ฉันแค่อยากหยุดความอยากตายของนายหลังจากที่นายหันปลายกระบอกปืนมาทางฉัน
แววตาของนาย ฉันมองเห็นความรวดร้าวนั้น
มันทำให้หัวใจของฉันแตกสลายไปด้วย
นายต้องลืมฉัน
คิดซะว่ามันคือความฝัน
ฝังความทรงจำนั้นลงในส่วนลึกของจิตใจ
ลืมมันเพื่อจะได้บรรเทาลางมรณะนั้นลง
ฉันแน่ใจในความผูกพันของเราสองคน
เส้นด้ายแห่งโชคชะตาอันแน่นแฟ้นของเราจะไม่มีวันขาดลง
ถึงแม้นายจะลืมฉัน
ฉันก็ไม่กลัวว่านายจะนอกใจ
เพราะมีแต่ฉันเพียงผู้เดียวที่จะกระตุ้นร่างของนายให้ตอบสนองได้
ไปเถิด
วินเซนต์
โบยบินกลับไปสู่โลกของนายด้วยปีกที่ฉันเป็นผู้ร่วมสร้าง
นายเป็นของฉันชั่วนิรันดร์
ฉันรักนาย
**************************
END
FanFiction : Final Fantasy VII, Final Fantasy 7, FFVII, FF7
Pairing : Sephiroth/Vincent
Comments
Post a Comment