Title : A Light in the Dark
Author : BeeJang
Chapter 4 : Reading and Teasing #4
...............................................
มันคงเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่จะสัมผัสได้ว่าใครแข็งแกร่งกว่า ไม่มีปีศาจตนไหนกล้าเข้ามาโจมตีวินเซนต์เลย ในยามนี้ที่เขาฟื้นพลังได้เต็มร้อย เขาคงสามารถจัดการไอรอนไจแอนท์ได้หลาย ๆ ตัวติด ๆ กันเลยด้วยซ้ำ พวกปีศาจอื่น ๆ คงสัมผัสได้ว่าเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่า ไม่มีทางที่จะล้มเขาได้ พวกมันถึงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเขา และปล่อยให้เขาเดินไปตามถนนโดยไม่มารบกวน
และอาจเป็นเพราะอาร์ดีนที่เดินอยู่เคียงข้างด้วย ชายคนนี้มีพลังแอบแฝงที่อันตรายมาก แม้วินเซนต์จะยังไม่เคยเห็นพลังที่ว่านั่น แต่เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายมีความลับซ่อนอยู่ และมันต้องเกี่ยวกับด้านมืดของปีศาจ
“ในเมืองนี้ไม่เหลือใครนอกจากนายเหรอ?”
“ไม่มีแล้ว ไม่กลายเป็นปีศาจ ก็อพยพไปที่อื่น ที่ ๆ มีแสงสว่าง เมืองที่มีโรงไฟฟ้า” อาร์ดีนตอบพลางมองไปรอบ ๆ อิมพ์ตัวหนึ่งกระโดดใส่อีกตัว ก่อนตัวอื่น ๆ จะเข้ามารุมสกัม “เมืองนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นานก่อนจะถูกความมืดกลืนกิน”
“อ้อ นี่ใช้ไฟสำรองเหรอ? อีกนานแค่ไหน?”
“ไม่เกินสามวัน” อาร์ดีนกล่าวยิ้ม ๆ
“แล้วนายไม่คิดจะอพยพไปกับคนอื่น ๆ เหรอ? จะอยู่ที่นี่ทำไม?”
“ฉันก็กำลังจะไปเพราะเพิ่งเสร็จธุระสุดท้ายที่นี่”
“เกี่ยวกับพวกปีศาจหรือเปล่า?”
อาร์ดีนเลิกคิ้วนิด ๆ “ทำไมถึงคิดว่าเป็นเรื่องนี้?”
“ก็นายอยู่ที่ศูนย์วิจัย หรือป้อมปราการ แล้วแต่จะเรียก ที่นั่นมันคล้าย ๆ กับศูนย์ทดลองอะไรสักอย่าง ถ้าให้ฉันเดา นอกจากหายนะแห่งดวงดาว ศูนย์นั่นก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปีศาจเกลื่อนเมืองแบบนี้”
“เดาอย่างมีหลักการเหมือนกันนะ” อาร์ดีนอมยิ้ม สิ่งที่วินเซนต์พูดมาก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
“ปีศาจหลุดจากศูนย์ทดลอง ที่โลกไหนก็คงเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้” วินเซนต์เปรย ๆ พลางนึกถึงความหลัง สมัยที่เขายังเป็นทาร์ค เขาเคยถูกเรียกไปเก็บกวาดเศษซากจากจัดการสัตว์ทดลองที่หลุดออกมาจากศูนย์บ่อย ๆ ส่วนใหญ่เป็นผลงานจากโฮโจทั้งนั้น แค่นึกถึงนักวิจัยสติแตกคนนี้ เขาก็หงุดหงิดแล้ว
“นายเองก็คงเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันใช่ไหม? ปีศาจที่หลุดออกมาห้องวิจัย”
“ก็ไม่เชิง” วินเซนต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องส่วนตัวอีก “แล้วนายจะพาฉันไปไหน?”
“ก็นายพูดเองนะว่าอยากจะค้นคว้าหาข้อมูล ถ้างั้น ที่นี่คงเหมาะที่สุด หอสมุดนิฟเฟอไฮม์” อาร์ดีนกล่าวพร้อมกับโบกมือเหมือนกำลังภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างมาก
เบื้องหน้าวินเซนต์คืออาคารสูงตระหง่าน ดูทันสมัยและงดงามมาก อาร์ดีนเดินนำเข้าไปด้านในยังห้องโถงใหญ่กว้างขวาง เมื่อยามปกติที่นี่คงคึกคักไปด้วยผู้คน แต่ในตอนนี้กลับเงียบสงัดและดูอ้างว้างพิกล มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเท่านั้น
อาร์ดีนเดินตรงไปยังแท่นที่เหมือนแป้นพิมพ์ กดอะไรสักอย่างแล้วระบบก็ทำงาน มีภาพโฮโลแกรมฉายขึ้นมาเบื้องหน้า
“นายอยากรู้เรื่องอะไร?” อาร์ดีนหันมาหาวินเซนต์
วินเซนต์นิ่งไป ก่อนจะก้าวมายืนเคียงข้างอาร์ดีน เงยหน้ามองภาพโฮโลแกรมตรงหน้า มันเป็นภาพจำลองของอาคารแห่งนี้ แบ่งเป็นสิบแปดชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นหมวดหมู่หลากหลาย เขายังไม่แน่ใจนักว่าเขาควรเริ่มจากตรงไหน หากจะหาทางกลับโลกของเขา เขาก็ควรรู้สาเหตุว่าเขาหลุดมิติมาที่นี่ได้ยังไง ดังนั้นเขาก็ควรหาข้อมูลว่าเคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วหรือเปล่า และก็เปรียบเทียบกับกรณีของตัวเอง
“ประวัติศาสตร์”
อาร์ดีนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขาจิ้มแป้นพิมพ์ตรงหน้า ภาพโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นภาพพื้นที่ภายใน ซอยย่อยเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่น่าจะเป็นห้องหรือชั้นวางหนังสือ มีพื้นที่หนึ่งที่ครอบไปด้วยสีแดง
“ชั้นสิบเอ็ด โซนบีสาม” อาร์ดีนกล่าว
..............................................................
โครม!
วินเซนต์หรี่ตามองหนังสือตั้งใหม่ที่อาร์ดีนโยนลงมาบนโต๊ะ ซึ่งตอนนี้เป็นตั้งที่สาม และมันเต็มโต๊ะแล้ว เขาเพิ่งเปิดอ่านไปได้เพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น แม้จะยังไม่เจอข้อมูลที่เขาต้องการ แต่อย่างน้อยเขาก็พอรู้ประวัติศาสตร์ของโลกนี้บ้างแล้ว
“พอก่อนได้ไหม” วินเซนต์คำราม รู้สึกได้อีกฝ่ายกำลังแกล้งเขาอยู่
อาร์ดีนเพียงยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาทิ้งตัวนั่งที่โซฟาอีกตัว ท่าทีสบาย ๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ พลางหยิบหนังสือเล่มบนสุดของตั้งที่ใกล้มือมาด้วย “ไม่เอาน่า วินซ์ หาข้อมูลต้องใจเย็น ๆ สิ อ้อ หวังว่านายคงไม่ใช้เล็บเหล็กของนายกรีดทำลายหนังสือพวกนี้นะ ต่อไปหนังสือพวกนี้คงเป็นสิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เลยล่ะ”
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า!” วินเซนต์คำรามกลับ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก เลยเปลี่ยนท่านั่ง ยกขาขึ้นมาพาดโซฟาชี้ไปทางที่อาร์ดีนนั่งอยู่
อาร์ดีนดูไม่ใส่ใจท่าทีของวินเซนต์เลย รอยยิ้มยังระบายอยู่บนใบหน้านั้น เขาเปิดหนังสือ ไล่ดูสารบัญ “นายแน่ใจนะว่าอยากค้นคว้าประวัติศาสตร์ของที่นี่ ฉันเองก็ไม่เคยเห็นบันทึกอะไรเกี่ยวกับการหลงมิติแบบนี้มาก่อน ฉันกลัวนายจะเสียเวลาเปล่า”
“นายเป็นนักประวัติศาสตร์เหรอไง?”
“ก็ไม่เชิงหรอก” อาร์ดีนอมยิ้ม แน่นอน เขาไม่คิดจะบอกว่าเขานี่ล่ะประวัติศาสตร์เดินได้ของอีออส คนที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมาสองพันปี
“ฉันอยากรู้ว่าเคยเกิดระเบิดอะไรแรง ๆ ที่นี่บ้างไหม หรืออาจจะเป็นภูเขาไฟระเบิด การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ หรืออะไรก็ได้ ฉันอยากรู้ข้อมูล”
“เมเทโอตกใช้ได้ไหม?” อาร์ดีนเลิกคิ้ว
วินเซนต์ตาเบิกกว้าง หน้าซีดเผือด ผุดลุกขึ้นจากโซฟาทันที “เมเทโอ! ที่นี่เคยมีเมเทโอตกลงมาด้วยเหรอ?”
“อือฮึ แต่นานมากแล้วล่ะ” อาร์ดีนกล่าว
“นายรู้แล้วทำไมไม่บอกฉัน!” วินเซนต์จ้องอาร์ดีนอย่างเอาเรื่อง
“อ้าว ก็นายไม่ได้ถามฉันนี่นา” อาร์ดีนตอบหน้าตาเฉย
“ให้ตายสิ อาร์ดีน นายก็รู้ว่าฉันต้องการข้อมูลพวกนี้!”
“ไม่เอาน่า วินซ์ นายตกใจอะไร แค่เมเทโอตกเนี่ยอะนะ?”
“อย่ามาเรียกฉันว่าวินซ์!”
“ก็ได้จ้ะ คนสวย”
วินเซนต์แยกเขี้ยวคำราม พร้อมกับพุ่งเข้าใส่อาร์ดีนอย่างเหลืออด แรงกระแทกทำให้โซฟาหงายไปด้านหลัง ทั้งเขาและอาร์ดีนล้มกลิ้งไปบนพื้น กรงเล็บเหล็กคว้าคออาร์ดีนกดลงกับพื้น
อาร์ดีนหัวเราะชอบใจ ไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิดว่าอาจถูกปลิดชีพได้โดยง่าย “โอย ท่านี้อีกแล้วเหรอ ที่รัก จริง ๆ มันก็เซ็กซี่ดีนะ แต่ฉันชอบอยู่บนมากกว่า”
“นายมันบ้า อยากตายใช่ไหม!” วินเซนต์คำราม ดวงตาแดงก่ำเปล่งประกายอันตราย
“โธ่ หวานใจ อย่าเพิ่งโกรธสิ ฉันกำลังจะบอกนายอยู่นี่ไง แต่ก่อนอื่น ช่วยเอาเล็บแหลม ๆ ของนายออกไปก่อนได้ไหม แผลเก่าเพิ่งหาย ฉันยังไม่อยากมีแผลเพิ่ม”
วินเซนต์คำรามเคือง ๆ แต่ก็ยอมปล่อยอาร์ดีน แล้วก็ลุกขึ้น ตวัดสายตาอำมหิตไปยังอีกฝ่ายที่ลุกขึ้นมาช้า ๆ “รู้อะไรก็ว่ามา”
“ที่นั่นถูกเรียกว่าคอว์เทส เศษซากเมเทโอก็ถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้า เมืองเลสทอลลัมอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเองก็มีโรงไฟฟ้า ตอนนี้ผู้คนที่เหลือก็น่าจะลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองนั้นหมดแล้ว” อาร์ดีนเดินมาจัดโซฟาให้ตั้งเหมือนดิม “นายมีอะไรกับเมเทโอเหรอไง ทำไมดูตกใจนักล่ะ?”
“ที่โลกของฉันก็เคยมีเมเทโอตก แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มันมีบางอย่างมาด้วย และนั่นก็ก่อความวุ่นวายให้โลกของฉันอยู่นานเลย”
“อ้อ มิน่าล่ะ นายคิดว่าเมเทโอจะเกี่ยวกับหายนะด้วยน่ะเหรอ อื้ม ก็เป็นไปได้นะ” อาร์ดีนยืนพิงโซฟาพลางทำสีหน้าครุ่นคิด
“ฉันอยากไปที่นั่น นายรู้ใช่ไหมว่ามันอยู่ตรงไหน”
“รู้สิ ฉันจะพานายไปเอง”
วินเซนต์พยักหน้า แม้จะยังเคือง ๆ ที่อีกฝ่ายเหมือนปิดบังอะไรอยู่หลาย ๆ อย่าง แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกนัก ยิ่งต้องเดินทางไกลในโลกที่ไม่รู้จักนี้ด้วย เขาคงต้องอดทนกับอาร์ดีนอีกพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว
...........................................
TBC
Fanfiction
Fandom : Final Fantasy XV, Final Fantasy VII, Crossover, Yaoi, M/M
Pairing : Ardyn Izunia / Vincent Valentine
Author : BeeJang
Chapter 4 : Reading and Teasing #4
...............................................
มันคงเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่จะสัมผัสได้ว่าใครแข็งแกร่งกว่า ไม่มีปีศาจตนไหนกล้าเข้ามาโจมตีวินเซนต์เลย ในยามนี้ที่เขาฟื้นพลังได้เต็มร้อย เขาคงสามารถจัดการไอรอนไจแอนท์ได้หลาย ๆ ตัวติด ๆ กันเลยด้วยซ้ำ พวกปีศาจอื่น ๆ คงสัมผัสได้ว่าเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่า ไม่มีทางที่จะล้มเขาได้ พวกมันถึงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเขา และปล่อยให้เขาเดินไปตามถนนโดยไม่มารบกวน
และอาจเป็นเพราะอาร์ดีนที่เดินอยู่เคียงข้างด้วย ชายคนนี้มีพลังแอบแฝงที่อันตรายมาก แม้วินเซนต์จะยังไม่เคยเห็นพลังที่ว่านั่น แต่เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายมีความลับซ่อนอยู่ และมันต้องเกี่ยวกับด้านมืดของปีศาจ
“ในเมืองนี้ไม่เหลือใครนอกจากนายเหรอ?”
“ไม่มีแล้ว ไม่กลายเป็นปีศาจ ก็อพยพไปที่อื่น ที่ ๆ มีแสงสว่าง เมืองที่มีโรงไฟฟ้า” อาร์ดีนตอบพลางมองไปรอบ ๆ อิมพ์ตัวหนึ่งกระโดดใส่อีกตัว ก่อนตัวอื่น ๆ จะเข้ามารุมสกัม “เมืองนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นานก่อนจะถูกความมืดกลืนกิน”
“อ้อ นี่ใช้ไฟสำรองเหรอ? อีกนานแค่ไหน?”
“ไม่เกินสามวัน” อาร์ดีนกล่าวยิ้ม ๆ
“แล้วนายไม่คิดจะอพยพไปกับคนอื่น ๆ เหรอ? จะอยู่ที่นี่ทำไม?”
“ฉันก็กำลังจะไปเพราะเพิ่งเสร็จธุระสุดท้ายที่นี่”
“เกี่ยวกับพวกปีศาจหรือเปล่า?”
อาร์ดีนเลิกคิ้วนิด ๆ “ทำไมถึงคิดว่าเป็นเรื่องนี้?”
“ก็นายอยู่ที่ศูนย์วิจัย หรือป้อมปราการ แล้วแต่จะเรียก ที่นั่นมันคล้าย ๆ กับศูนย์ทดลองอะไรสักอย่าง ถ้าให้ฉันเดา นอกจากหายนะแห่งดวงดาว ศูนย์นั่นก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปีศาจเกลื่อนเมืองแบบนี้”
“เดาอย่างมีหลักการเหมือนกันนะ” อาร์ดีนอมยิ้ม สิ่งที่วินเซนต์พูดมาก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
“ปีศาจหลุดจากศูนย์ทดลอง ที่โลกไหนก็คงเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้” วินเซนต์เปรย ๆ พลางนึกถึงความหลัง สมัยที่เขายังเป็นทาร์ค เขาเคยถูกเรียกไปเก็บกวาดเศษซากจากจัดการสัตว์ทดลองที่หลุดออกมาจากศูนย์บ่อย ๆ ส่วนใหญ่เป็นผลงานจากโฮโจทั้งนั้น แค่นึกถึงนักวิจัยสติแตกคนนี้ เขาก็หงุดหงิดแล้ว
“นายเองก็คงเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันใช่ไหม? ปีศาจที่หลุดออกมาห้องวิจัย”
“ก็ไม่เชิง” วินเซนต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องส่วนตัวอีก “แล้วนายจะพาฉันไปไหน?”
“ก็นายพูดเองนะว่าอยากจะค้นคว้าหาข้อมูล ถ้างั้น ที่นี่คงเหมาะที่สุด หอสมุดนิฟเฟอไฮม์” อาร์ดีนกล่าวพร้อมกับโบกมือเหมือนกำลังภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างมาก
เบื้องหน้าวินเซนต์คืออาคารสูงตระหง่าน ดูทันสมัยและงดงามมาก อาร์ดีนเดินนำเข้าไปด้านในยังห้องโถงใหญ่กว้างขวาง เมื่อยามปกติที่นี่คงคึกคักไปด้วยผู้คน แต่ในตอนนี้กลับเงียบสงัดและดูอ้างว้างพิกล มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเท่านั้น
อาร์ดีนเดินตรงไปยังแท่นที่เหมือนแป้นพิมพ์ กดอะไรสักอย่างแล้วระบบก็ทำงาน มีภาพโฮโลแกรมฉายขึ้นมาเบื้องหน้า
“นายอยากรู้เรื่องอะไร?” อาร์ดีนหันมาหาวินเซนต์
วินเซนต์นิ่งไป ก่อนจะก้าวมายืนเคียงข้างอาร์ดีน เงยหน้ามองภาพโฮโลแกรมตรงหน้า มันเป็นภาพจำลองของอาคารแห่งนี้ แบ่งเป็นสิบแปดชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นหมวดหมู่หลากหลาย เขายังไม่แน่ใจนักว่าเขาควรเริ่มจากตรงไหน หากจะหาทางกลับโลกของเขา เขาก็ควรรู้สาเหตุว่าเขาหลุดมิติมาที่นี่ได้ยังไง ดังนั้นเขาก็ควรหาข้อมูลว่าเคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วหรือเปล่า และก็เปรียบเทียบกับกรณีของตัวเอง
“ประวัติศาสตร์”
อาร์ดีนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขาจิ้มแป้นพิมพ์ตรงหน้า ภาพโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นภาพพื้นที่ภายใน ซอยย่อยเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่น่าจะเป็นห้องหรือชั้นวางหนังสือ มีพื้นที่หนึ่งที่ครอบไปด้วยสีแดง
“ชั้นสิบเอ็ด โซนบีสาม” อาร์ดีนกล่าว
..............................................................
โครม!
วินเซนต์หรี่ตามองหนังสือตั้งใหม่ที่อาร์ดีนโยนลงมาบนโต๊ะ ซึ่งตอนนี้เป็นตั้งที่สาม และมันเต็มโต๊ะแล้ว เขาเพิ่งเปิดอ่านไปได้เพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น แม้จะยังไม่เจอข้อมูลที่เขาต้องการ แต่อย่างน้อยเขาก็พอรู้ประวัติศาสตร์ของโลกนี้บ้างแล้ว
“พอก่อนได้ไหม” วินเซนต์คำราม รู้สึกได้อีกฝ่ายกำลังแกล้งเขาอยู่
อาร์ดีนเพียงยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาทิ้งตัวนั่งที่โซฟาอีกตัว ท่าทีสบาย ๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ พลางหยิบหนังสือเล่มบนสุดของตั้งที่ใกล้มือมาด้วย “ไม่เอาน่า วินซ์ หาข้อมูลต้องใจเย็น ๆ สิ อ้อ หวังว่านายคงไม่ใช้เล็บเหล็กของนายกรีดทำลายหนังสือพวกนี้นะ ต่อไปหนังสือพวกนี้คงเป็นสิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เลยล่ะ”
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า!” วินเซนต์คำรามกลับ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก เลยเปลี่ยนท่านั่ง ยกขาขึ้นมาพาดโซฟาชี้ไปทางที่อาร์ดีนนั่งอยู่
อาร์ดีนดูไม่ใส่ใจท่าทีของวินเซนต์เลย รอยยิ้มยังระบายอยู่บนใบหน้านั้น เขาเปิดหนังสือ ไล่ดูสารบัญ “นายแน่ใจนะว่าอยากค้นคว้าประวัติศาสตร์ของที่นี่ ฉันเองก็ไม่เคยเห็นบันทึกอะไรเกี่ยวกับการหลงมิติแบบนี้มาก่อน ฉันกลัวนายจะเสียเวลาเปล่า”
“นายเป็นนักประวัติศาสตร์เหรอไง?”
“ก็ไม่เชิงหรอก” อาร์ดีนอมยิ้ม แน่นอน เขาไม่คิดจะบอกว่าเขานี่ล่ะประวัติศาสตร์เดินได้ของอีออส คนที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมาสองพันปี
“ฉันอยากรู้ว่าเคยเกิดระเบิดอะไรแรง ๆ ที่นี่บ้างไหม หรืออาจจะเป็นภูเขาไฟระเบิด การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ หรืออะไรก็ได้ ฉันอยากรู้ข้อมูล”
“เมเทโอตกใช้ได้ไหม?” อาร์ดีนเลิกคิ้ว
วินเซนต์ตาเบิกกว้าง หน้าซีดเผือด ผุดลุกขึ้นจากโซฟาทันที “เมเทโอ! ที่นี่เคยมีเมเทโอตกลงมาด้วยเหรอ?”
“อือฮึ แต่นานมากแล้วล่ะ” อาร์ดีนกล่าว
“นายรู้แล้วทำไมไม่บอกฉัน!” วินเซนต์จ้องอาร์ดีนอย่างเอาเรื่อง
“อ้าว ก็นายไม่ได้ถามฉันนี่นา” อาร์ดีนตอบหน้าตาเฉย
“ให้ตายสิ อาร์ดีน นายก็รู้ว่าฉันต้องการข้อมูลพวกนี้!”
“ไม่เอาน่า วินซ์ นายตกใจอะไร แค่เมเทโอตกเนี่ยอะนะ?”
“อย่ามาเรียกฉันว่าวินซ์!”
“ก็ได้จ้ะ คนสวย”
วินเซนต์แยกเขี้ยวคำราม พร้อมกับพุ่งเข้าใส่อาร์ดีนอย่างเหลืออด แรงกระแทกทำให้โซฟาหงายไปด้านหลัง ทั้งเขาและอาร์ดีนล้มกลิ้งไปบนพื้น กรงเล็บเหล็กคว้าคออาร์ดีนกดลงกับพื้น
อาร์ดีนหัวเราะชอบใจ ไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิดว่าอาจถูกปลิดชีพได้โดยง่าย “โอย ท่านี้อีกแล้วเหรอ ที่รัก จริง ๆ มันก็เซ็กซี่ดีนะ แต่ฉันชอบอยู่บนมากกว่า”
“นายมันบ้า อยากตายใช่ไหม!” วินเซนต์คำราม ดวงตาแดงก่ำเปล่งประกายอันตราย
“โธ่ หวานใจ อย่าเพิ่งโกรธสิ ฉันกำลังจะบอกนายอยู่นี่ไง แต่ก่อนอื่น ช่วยเอาเล็บแหลม ๆ ของนายออกไปก่อนได้ไหม แผลเก่าเพิ่งหาย ฉันยังไม่อยากมีแผลเพิ่ม”
วินเซนต์คำรามเคือง ๆ แต่ก็ยอมปล่อยอาร์ดีน แล้วก็ลุกขึ้น ตวัดสายตาอำมหิตไปยังอีกฝ่ายที่ลุกขึ้นมาช้า ๆ “รู้อะไรก็ว่ามา”
“ที่นั่นถูกเรียกว่าคอว์เทส เศษซากเมเทโอก็ถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้า เมืองเลสทอลลัมอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเองก็มีโรงไฟฟ้า ตอนนี้ผู้คนที่เหลือก็น่าจะลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองนั้นหมดแล้ว” อาร์ดีนเดินมาจัดโซฟาให้ตั้งเหมือนดิม “นายมีอะไรกับเมเทโอเหรอไง ทำไมดูตกใจนักล่ะ?”
“ที่โลกของฉันก็เคยมีเมเทโอตก แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มันมีบางอย่างมาด้วย และนั่นก็ก่อความวุ่นวายให้โลกของฉันอยู่นานเลย”
“อ้อ มิน่าล่ะ นายคิดว่าเมเทโอจะเกี่ยวกับหายนะด้วยน่ะเหรอ อื้ม ก็เป็นไปได้นะ” อาร์ดีนยืนพิงโซฟาพลางทำสีหน้าครุ่นคิด
“ฉันอยากไปที่นั่น นายรู้ใช่ไหมว่ามันอยู่ตรงไหน”
“รู้สิ ฉันจะพานายไปเอง”
วินเซนต์พยักหน้า แม้จะยังเคือง ๆ ที่อีกฝ่ายเหมือนปิดบังอะไรอยู่หลาย ๆ อย่าง แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกนัก ยิ่งต้องเดินทางไกลในโลกที่ไม่รู้จักนี้ด้วย เขาคงต้องอดทนกับอาร์ดีนอีกพักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว
...........................................
TBC
Fanfiction
Fandom : Final Fantasy XV, Final Fantasy VII, Crossover, Yaoi, M/M
Pairing : Ardyn Izunia / Vincent Valentine
Comments
Post a Comment